เมนู

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 20/01/2012
ปรับปรุง 07/09/2021
สถิติผู้เข้าชม 133,151
Page Views 179,492
สินค้าทั้งหมด 4
 

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

นักวิจัยไทยดึงสารสำคัญจากเปลือกมังคุดมาเคลือบเส้นใยนาโนตัดเย็บทำผ้าปิดจมูก

นักวิจัยไทยดึงสารสำคัญจากเปลือกมังคุดมาเคลือบเส้นใยนาโนตัดเย็บทำผ้าปิดจมูก

นักวิจัยไทยดึงสารสำคัญจากเปลือกมังคุดมาเคลือบเส้นใยนาโนตัดเย็บทำผ้าปิดจมูก ทดสอบพบป้องกันเชื้อวัณโรคได้ 100% เสนอขอรับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกให้ผลิตใช้ระดับโลก

รศ.ดร.พิชญ์ศุภผล นักวิจัยจากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ผ้าปิดจมูกต้านเชื้อวัณโรคจากสารสกัดเปลือกมังคุด เป็นผลงานวิจัยที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตรในสหรัฐ เพื่อรองรับการทำตลาดต่างประเทศในอนาคต พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชน ถึงโอกาสที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์ 

จากการหารือเบื้องต้นผู้ประกอบการต้องการให้ทดสอบคุณสมบัติคัดกรองเชื้อวัณโรคอย่างละเอียด โดยสามารถระบุขนาดอนุภาคเล็กที่สุดที่สามารถคัดกรองได้ ทั้งนี้ ผ้าปิดจมูกป้องกันเชื้อวัณโรค เป็นผลงานที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ รศ.ดร.สุนิย์ สุขสำราญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งศึกษาพบคุณสมบัติเด่นของสารสกัดเปลือกมังคุดที่สามารถต้านการกระจายตัวของเชื้อวัณโรค 

"เชื้อวัณโรคแพร่ระบาดอย่างมาก ทั้งยังเป็นเชื้อโรคที่ดื้อยาสูง ผ้าปิดจมูกที่มีฤทธิ์ต้านวัณโรคจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทั้งผู้ป่วย ญาติและบุคคลที่ทำงานคลุกคลีกับผู้ป่วย คาดว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดได้ในปี 2552 ทีมงานยังเตรียมเสนอเรื่องไปยังองค์การอนามัยโลก (ฮู) ให้พิจารณาสนับสนุนให้เกิดการผลิตและแจกจ่ายไปยังประเทศที่มีการระบาดของเชื้อวัณโรค" นักวิจัยจากจุฬาฯกล่าว

ในการพัฒนาผ้าปิดจมูกดังกล่าวทีมงานนำเส้นใยผสมกับสารสกัดจากเปลือกมังคุดแล้วใช้เทคโนโลยีการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิตย์ ทำให้ได้เส้นใยขนาด 900 นาโนเมตร ซึ่งเคลือบด้วยสารสกัดเปลือกมังคุด แล้วนำไปทดสอบฤทธิ์การต้านทานเชื้อวัณโรค โดยเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อ 3 สัปดาห์ แล้วนำแผ่นเส้นใยผสมสารสกัดเปลือกมังคุดใส่ในน้ำเลี้ยงเชื้อ 3 สัปดาห์ 

จากการตรวจวิเคราะห์น้ำเลี้ยงเชื้อพบมีเชื้อโรคหลงเหลือไม่ถึง1% ชี้ให้เห็นว่าแผ่นเส้นใยผสมสารสกัดเปลือกมังคุดสามารถต้านเชื้อวัณโรคได้

ผ้าปิดจมูกต้านวัณโรคจากสารสกัดเปลือกมังคุดเป็น 1 ใน 6 งานวิจัยเด่นด้านสิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รับทุนวิจัยจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ส่วนงานวิจัยอื่น เช่น เกราะอ่อนกันกระสุนจากเส้นใยประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยและผ้าไม่ทอยับยั้งเชื้อโรค เป็นต้น

จวก บ.สหรัฐฯ จดสิทธิบัตรสารสกัดจากเปลือกมังคุดง่ายเกิน

“หมอเพ็ญ” ชี้ชัดของไทยมีบันทึกลาลูร์แบร์ยืนยัน

28 กรกฎาคม 2549 11:56 น.
“หมอเพ็ญ” ให้รัฐใช้ 5 กลยุทธ์เพื่อปกป้องภูมิปัญญาไทย หลังถูกต่างชาตินำสารสกัดจากเปลือกมังคุดไปจดสิทธิบัตร พร้อมเร่งรัฐเดินหน้าจดสิทธิบัตรสมุนไพรไทย 50 ชนิดภายใน 3 ปี

พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ รองอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรณีที่มีบริษัทของสหรัฐอเมริกาจดสิทธิบัตรสารสกัดจากเปลือกมังคุด มีผลกระทบต่อคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจจากเปลือกมังคุด ต่างชาติทำง่ายเกินไป เพราะเขาไม่ได้สกัดเจอเป็นสารชนิดใหม่ในโลก แต่เป็นสารเดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแค่เอาสารสกัดจากเปลือกมังคุดมาผสมกับน้ำผลไม้แล้วก็มาจดสิทธิบัตร ถ้าเป็นของไทยทำลักษณะนี้ไม่ได้

ทั้งนี้ เปลือกมังคุด ดั้งเดิมไทยก็เอาต้มแก้ท้องไส้ท้องเดิน คุมธาตุให้สมดุล แต่เนื่องจากมังคุดมีรสฝาดมาก จึงต้องใช้ศิลปะปรุงแต่งบ้าง เช่น ผสมน้ำผลไม้ลงไปเพื่อให้รสฝาดเจือจางลง ซึ่งตรงนี้ก็ถูกสหรัฐฯ ชิงจดสิทธิบัตรไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม มังคุดถึงแม้จะมีการปลูกในพื้นที่อื่นแต่คุณภาพไม่ดีเท่าบ้านเรา นอกจากนี้ มีบันทึกของ นายลาลู แบร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เอ่ยถึงมังคุดว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ เป็นผลไม้วิเศษ ซึ่งเรามีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วว่าเป็นของเรา เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งตอนนี้ก็ได้คัดค้านการจดสิทธิบัตรของสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร

พญ.เพ็ญนภา ระบุว่า มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาตลอด ตนมีความเห็นว่า เราควรมีกลยุทธ์ 5 อย่าง เพื่อดำเนินการปกป้องภูมิปัญญาไทย คือ 1.ทำฐานข้อมูลเชื่อมกับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องเก่าหรือใหม่ สามารถตรวจสอบมาได้ที่เรา 2.มีหน่วยงานเฝ้าระวังติดตาม ค้นหาข้อมูลว่าใครไปแอบจดสิทธิบัตรที่ไหนไว้บ้าง 3.ต้องมีกองทัพเชิงรุก สิ่งใดที่เป็นภูมิปัญญาของไทย แล้วต่างชาติแอบไปจด ต้องเอากลับมาเป็นของเรา 4. มีหน่วยรบนอกบ้านเพื่อทวงเอาคืนมา ตอนนี้มีทั้งกาวเครือ มังคุด และฤาษีดัดตน เป็นต้น และ 5. ต้องมีการประชาสัมพันธ์ต้องเผยแพร่สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย โดยการดำเนินการทั้ง 5 อย่าง รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ โดยทุ่มงบประมาณลงมา อย่างต่ำ 500 ล้านบาท

“เราต้องมีแผนชาติที่ชัดเจน ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าจะจดสิทธิบัตรสมนุไพร 50 ตัวเป็นของชาติไทย ภายใน 3 ปี และทยอยผลักดันให้จดสิทธิบัตรซึ่งเป็นของไทยให้เป็นของชาติไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาฉกชิงเอาไปอย่างง่าย และถึงเวลาที่เราต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว”